ตัวเลขอาถรรพณ์!!! รำลึก31 พค. "วันถือ" ในแผ่นดิน รัชกาลที่ 5 กับอิทธิพลตัวเลข 13-31 สถิติความสูญเสียที่มักบังเอิญเกิดขึ้นซ้ำๆ

Publish 2017-05-31 10:16:24

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวามงแล้วว่า เลข 13 คือตัวเลขอาถรรณ์ ที่เรียกว่าเลข "โชคร้าย" 

   ความเป็นมาของคำว่า "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" นั้น เป็นความเชื่อมาจากฝรั่ง โดยเฉพาะชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่เห็นว่า เลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย ถึงจะลงมือทำการสิ่งใดก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นวันที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน

          ศุกร์ 13 จะเป็นอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ฝรั่งต่างเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก บางคนก็จิตตกวิกลจริต หวาดผวาจนขึ้นสมอง กลายเป็น "โรคกลัววันศุกร์ที่ 13" หรือโรคที่มีชื่อเรียกยาว ๆ ว่า "พาราสเคฟดิคาเทรียโฟเบีย" (paraskevidekatriaphobia) หรือโรค "ฟริกกาทริสไคเดคาโฟเบีย" (friggatriskaidekaphobia)

          ทั้งนี้ จากการศึกษาประเมินพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคดังกล่าวถึง 21 ล้านคน หรือประมาณ 8% ของประเทศเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องงมงาย ลองมาดูสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในศุกร์ 13 กันดีกว่า ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ

          ศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันบำบัดอาการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ประเมินว่า ในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินถึง 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหน... ไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

          ส่วนอุบัติเหตุจาก "ศุกร์ 13" เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากอุบัติเหตุระหว่างวันศุกร์ที่ 6 กับวันศุกร์ที่ 13 นั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ. 1993) ตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุมากกว่าวันศุกร์อื่น ๆ ถึง 52% เลยทีเดียว

 

 

อธิบายตามความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์แล้ว เลข 1 คือตัวแทนของดวงอาทิตย์ เลข 3 คือตัวแทนของดาวอังคาร

ดาวทั้งสองดวงถือว่าเป็นคู่ศัตรูที่รุนแรงที่สุด ถึงขนาดที่โหรหลายท่านกล่าวไว้ว่า 13 -31 หมายถึง อุบัติเหตุ การผ่าตัด การตาย ซึ่งจากสถิติ ทั้งไทยและฝั่งประเทศทางตะวันตก อุบัติเหตุใหญ่ๆ ก็มักเกี่ยวพันกับตัวเลขเหล่านี้เสมอ

 

เริ่มตั้งแต่ครั้งสมัย ร.5 วันที่ 31 พฤษภาคม ก็เป็น"วันถือ" ของรัชกาลที่ 5

เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในหนังสือ “รักแรกของรัชกาลที่ 5”  ลาวัณย์ โชตามระ ระบุว่า

มีบางช่วงที่องค์พระปิยมหาราชทรงเผชิญกับวิปโยคทุกข์แสนสาหัส  โดยทรงประสบภาวะที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ลูกเสียเมียเสีย” มามากมายหลายครั้ง ในบางครั้งก็ทรงสูญเสียพร้อมกันทั้ง “ลูก” และ “เมีย” 

โอกาสที่พระองค์จะทรงเผชิญกับความทุกสาหัสเช่นนี้ มักจะตกอยู่ในวันหนึ่งเป็นพิเศษในปีหนึ่ง วันนั้นคือ วันที่ 31 พฤษภาคม

 พระองค์เจ้าชายอิศรวงศ์วรราชกุมาร พระราชโอรสพระองค์แรก ที่ประสูตรใน "เศวตฉัตร" ในเจ้าจอมมารดาแสง  เพียง  2 พรรษา ก็สิ้นพระชนม์ในวันที่  31 พฤษภาคม ปีวอก พ.ศ.2415

8 ปี ต่อมา ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2423 ได้มีเหตุการณ์สำคัญทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือเอาวันที่ 31 พฤษภาคม เป็นวันเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งของพระองค์ นั่นคือ

(พระปิยมหาราช สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ ณ วัดกู้)

 

เมื่อเรือโสรวาร อันเป็นเรือพระประเทียบล่มที่ตำบลบางพูด สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งกำลังทรงพระครรภ์อยู่สิ้นพระชนม์  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระชันษาได้สองปี ก็สิ้นพระชนม์ด้วย



(พระองค์เจ้าทักษิณชา)

นอกจากวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ ร.5 ทรงถือว่าเป็นวันเคราะห์ร้ายแล้ว เมื่อสังเกตดูก็พบอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งรุนแรงไม่แพ้หลายเรื่องที่หยิบยกมา เพียงแต่ไม่ใช่วันที่ 31 พฤษภาคม แต่ก็ยังคงเกี่ยวพันกันกับ เลข 13

คือเรื่องของ พระองค์เจ้าทักษิณชา มเหสีองค์แรกที่ให้พระประสูติกาลแก่ ร.5 เรื่องนี้มีบันทึกไว้ใน หนังสือ “ราชินี เจ้าจอมหม่อมห้าม ในอดีต” ว่า ...

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2415 พระองค์เจ้าทักษิณชา ได้ประสูติพระราชโอรสสร้างความปลื้มปีติในพระราชหฤทัยของพระราชบิดา (รัชกาลที่ 5) กับพระราชมารดายิ่งนัก

แต่หลังจากนั้นอีกเพียงแปดชั่วโมงได้เกิดเหตุวิปโยคโศกสลดขึ้น เมื่อเจ้าฟ้า พระราชกุมารสิ้นพระชนม์ลง ได้สร้างความทุกข์โทมนัสอันยิ่งใหญ่ให้กับรัชกาลที่ 5

โดยเฉพาะพระองค์เจ้าทักษิณชา จนทำให้มิอาจทรงปลงพระทัยเชื่อว่าพระราชกุมารที่ดูแข็งแรงเมื่อแรกประสูติจะสิ้นพระชนม์ในเวลาอันสั้น ด้วยเหตุแห่งการสูญเสียพระราชกุมารอย่างกะทันหัน ได้สร้างความเศร้า ปวดร้าวในพระทัยเป็นอันมากจนทำให้พระองค์เจ้าทักษิณชาทรงประชวร จนสูญเสียพระสติ ไม่ทรงยอมรับความจริงหรือรับรู้ในเรื่องราว ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ทรงจดจำอย่างฝังใจ ทรงมีโลกส่วนพระองค์และมีพระสัญญาด้วยจิตที่มุ่งมั่นเฉพาะเรื่องของพระโอรส ไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์ระทมอันแสนสาหัสจากการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของพระราชกุมารได้ ในที่สุดการประชวรยังคงมีอยู่ต่อเนื่องจนพระองค์ไม่สามารถรับราชการเป็นพระภรรยเจ้าได้อีก


กระทั่งมาจนถึง ตุลาคม 2559 ครั้งนี้ประเทศไทย ได้เผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจไปทั่วทั้งประเทศกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งตรงกับบ่ายแก่วันที่ 13 ตุลาคม 2559

 

ทั้งนี้ เรื่องราวเลขอาถรรพ์เลข 13-31 นั้น เป็นเพียงความเชื่อเฉพาะกลุ่ม ทางทีมข่าวได้นำเอาข้อมูลมานำเสนอ เพื่อตั้งเป็นข้อสังเกต ในเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ แห่ง2รัชกาล

 

เนื้อหา : ทิพย์วารี


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน