รำลึก22 พค. วันคล้ายวันสวรรคต น้ำพระทัยในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี!! เปิดวัง สวนบ้านแก้ว ทรงสร้างอย่างประหยัด แต่เปี่ยมประโยชน์ต่อราษฎร

รำลึก22 พค. วันคล้ายวันสวรรคต น้ำพระทัยในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี!! เปิดวัง "สวนบ้านแก้ว" ทรงสร้างอย่างประหยัด แต่เปี่ยมประโยชน์ต่อราษฎร

Publish 2017-05-22 14:45:05

พันเอกหญิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 — 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) เป็นพระอัครมเหสีเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย หลังจากพระราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2477 พระองค์ประทับอยู่ประเทศอังกฤษจวบจนพระราชสวามีเสด็จสวรรคต และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2492 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลในขณะนั้น

ภายหลังการนิวัติประเทศไทยหลังการสวรรคตของพระราชสวามีแล้ว พระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชหลายหลายครั้ง เมื่อเสด็จย้ายไปประทับ ณ จังหวัดจันทบุรี ทรงดำเนินกิจการในด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และทรงพัฒนาการทอเสื่อ เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและนำความรู้นั้นออกเผยแพร่แก่ประชาชน

 

นอกจากนี้ พระองค์ยังมีส่วนในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยรับเป็นพระราชภาระในการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้า รวมทั้งทรงตั้งมูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนกิจการต่างๆ ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

 



เปิดประวัติวังสวนบ้านแก้ว

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจากประเทศอังกฤษกลับสู่ประเทศไทย ในพุทธศักราช ๒๔๙๒ นั้น รัฐบาลได้ใช้พระตำหนักวังศุโขทัยเป็นสถานที่ทำงานของกระทรวงสาธารณสุข สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงได้เชิญเสด็จสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในวังสระปทุม

 

แต่เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงมีพระราชหฤทัยที่อ่อนโยน ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะทรงรบกวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในการประทับ ณ พระตำหนักวังสระปทุมนานเกินควร อีกทั้งทรงมีพระราชประสงค์ที่จะมีที่ประทับสำหรับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ จึงถวายบังคมทูลลาออกจากวังศุโขทัย เพื่อมาสร้างวังบ้านสวนแก้ว ขึ้นในจังหวัดจันทบุรี ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงกู้เงินจากธนาคารไปจัดซื้อที่ดินบริเวณสองฝั่งคลองบ้านแก้วจากเจ้าของที่ดินเดิม รวมเนื้อที่ประมาณ 687 ไร่ พระราชทานนามว่า "สวนบ้านแก้ว" และยังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารทำการปรับที่ดินพร้อมกับสร้างที่ประทับชั่วคราวทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ต่อมาจึงมีการสร้างพระตำหนักหลังอื่น ๆ ต่อมา

ในการก่อสร้างพระตำหนักและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในสวนบ้านแก้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โปรดให้เป็นไปด้วยความประหยัดมากที่สุด โปรดให้จ้างชาวจีนมาสอนข้าราชบริพาร สร้างโรงทำอิฐเผาอิฐ เผากระเบื้องมุงหลังคา เนื่องจากในการก่อสร้างพระตำหนักใหญ่ต้องใช้อิฐเป็นจำนวนมาก การขนส่งมาจากกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง อิฐของสวนบ้านแก้วจึงเป็นอิฐคุณภาพดี ขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับอิฐบางบัวทองมีสัญลักษณ์เป็นตัวอักษรว่า ส.บ.ก. ใช้ก่อสร้างเฉพาะในสวนบ้านแก้วเท่านั้น

 

ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๕๑๕ พระองค์ทรงมีพระชมมายุสูงขึ้น และพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก ดังนั้น เมื่อรัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชทานที่ดินสวนบ้านแก้ว เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยครูจันทบุรี โดยทูลถวายเงินเพียง ๑๘ ล้านบาท ด้วยพระราชปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ในการพระราชทานโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนในจังหวัดจันทบุรี จึงทรงเสียสละพระราชทานสวนบ้านแก้วแก่กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ และได้ย้ายไปประทับ ณ วังศุโขทัย จวบจนวาระสุดท้ายของพระองค์

(วังสวนบ้านแก้ว)


วังสวนบ้านแก้ว ...

เสื่อสมเด็จฯ งานหัตถกรรมที่ทรงพัฒนา

ระหว่างที่ประทับ ณ สวนบ้านแก้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้ ทรงริเริ่มพัฒนาการทอเสื่อจันทบูร ซึ่งเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวจังหวัดจันทบุรีให้มีคุณภาพ สีสัน และรูปแบบที่งดงามขึ้น เนื่องจากทรงพบข้อบกพร่องของเสื้อจันทบูรหลายประการ เช่น สีของเสื่อมักจะตกและมีเพียงไม่กี่สี ซึ่งส่วนมากเป็นสีเข้ม เช่น เขียว เหลือง แดง เป็นต้น พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงงานทอเสื่อขึ้นในสวนบ้านแก้ว โดยสั่งซื้อกกตากแห้งจากชาวบ้านมาเป็นวัตถุดิบในการทอเสื่อและมีพระราชดำริให้ปรับปรุงคุณภาพสีที่ใช้ย้อมกก โดยมีหม่อมเจ้ากอกษัตริย์ สวัสดิวัตน์ พระอนุชาซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ช่วยค้นคว้าวิธีย้อมกกไม่ให้สีตก และคิดกรรมวิธีฟอกกกให้ขาวก่อนนำไปย้อมสี ซึ่งทำให้สามารถย้อมกกเป็นสีอื่น ๆ ได้ เช่น สีชมพู เหลืองอ่อน ขาว เป็นต้น นอกจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณีฯ ยังทรงออกแบบกระเป๋าเสื่อให้มีรูปทรงที่ทันสมัย ลวดลายสวยงามทั้งยังทรงส่งเสริมให้นำเสื่อกกผลิตเป็นของใช้ประเภทอื่น เช่น กระเป๋าเอกสาร ถาด ที่รองถ้วยแก้ว ที่รองจานกล่องใส่กระดาษเช็คมือ ฯลฯ โดยทรงออกแบบตรวจตราคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง และโปรดเกล้าฯ ให้ติดเครื่องหมายการค้าเป็นรูปคนหาบกระจาด มีอักษรย่อ ส.บ.ก. (สวนบ้านแก้ว)ใช้ชื่อว่า อุตสาหกรรมชาวบ้านซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ด้วยมี พระราชประสงค์ที่จะให้โรงงานทอเสื่อของพระองค์เป็นสถานที่เผยแพร่ความรู้ด้านการประกอบอาชีพให้แก่ราษฎร

 

พระราชดำรัสอำลาชาวจันทบุรี
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ได้พระราชดำรัสอำลาชาวจันทบุรี ในงานที่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวจันทบุรีจัดส่งเสด็จฯ ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ ดังนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มใจเหลือเกินที่ได้มาพบกับท่านทั้งหลายในวันนี้ เนื่องจากข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวจันทบุรี ร่วมใจกันเลี้ยงส่งอย่างพร้อมเพรียง จึงได้โอกาสขอบใจแต่ละท่านที่ได้มีน้ำใจอันดี และให้ความสะดวกสบายแก่ข้าพเจ้าทุกประการ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้ามาตั้งรกรากอยู่ในท้องถิ่นของท่าน ท่านคงจะจำได้ว่าข้าพเจ้ามาตั้งบ้านเรือนเป็นชาวจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ อีก ๕ วัน ก็จะครบยี่สิบสองปีพอดี เป็นที่น่าเสียใจมาก สำหรับข้าพเจ้าที่ภาวะเศรษฐกิจบังคับใจข้าพเจ้าให้ต้องขายบ้านที่เคยให้ความสุขมาเกือบหนึ่งในสามของอายุข้าพเจ้าแต่มาตรการอันจำเป็นนี้ไม่แปลว่าข้าพเจ้าจะจากไปเลย ขอยืนยันได้ว่าจิตใจยังเป็นชาวจันทบุรีอยู่เช่นเดิมเสมอไป

(ห้องบรรทม ภายในวังสวนบ้านแก้ว)

จากพระราชดำรัสดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่มีพระราชหฤทัยผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสวนบ้านแก้ว สถานที่ซึ่งพระราชินีพระองค์หนึ่งทรงดำเนินพระราชจริยวัตรเรียบง่ายเยี่ยงสามัญชน พระองค์มิได้เสด็จเข้ามาอย่างผู้บังเอิญผ่านมาพำนักแต่ทรง เลือกและเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อสร้าง เพื่อพระราชทานความเจริญก้าวหน้าอย่างหาที่เปรียบมิได้แก่แผ่นดิน จันทบุรี

 

๓๕ ปีหลังการนิวัติพระนครพร้อมพระบรมอัฐิพระราชสวามี “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ” เสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๗ ณ วังศุโขทัย สิริพระชนมายุ ๗๙ พรรษา ๕ เดือน ๒ วัน

 

ที่มา : วิกิพีเดีย และ http://www.wangsuanbankaew.com

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน