ปิยบุตร ค้านมธ.ขวางม็อบเพนกวิน หนุนปราศรัยรื้อกม.สถาบันฯ  ไม่พูดถึงโจมตีเบื้องสูง

ปิยบุตร ค้านมธ.ขวางม็อบเพนกวิน หนุนปราศรัยรื้อกม.สถาบันฯ ไม่พูดถึงโจมตีเบื้องสูง

Publish 2020-09-16 11:38:26


ตามต่อเนื่องกับการเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม  ที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่  18-19 ก.ย.และคงต่อเนื่องไปถึง  20 ก.ย. โดยการเดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาล  ด้วย 3 ประเด็นที่ระบุไว้ในหนังสือขออนุญาตใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ทั้งการโจมตีความไม่ชอบธรรมและความเป็นเผด็จการของคณะรัฐบาล  , การบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของคณะรัฐบาล  แต่ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงในเจตนาการปลุกระดมมากสุด  หนีไม่พ้น การประกาศข้อเรียกน้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  พร้อมข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

 

 

( คลิกอ่านข่าวประกอบ  :   อ.แก้วสรร นำ 3 พันชื่อศิษย์เก่าชื่อยื่นอธิการมธ. ย้ำชัดเหตุต้องค้านเพนกวิน ใช้ธรรมศาสตร์ปลุกม็อบคุกคาม กดดันสถาบันฯ  )   



ทั้งนี้ในเพจเฟซบุ๊ค ของนายปิยบุตร  แสงกนกกุล  เลขาธิการคณะก้าวหน้า  มีการโพสต์ประเด็นการชุมนุมวันที่  19 ก.ย. 2563  ไว้ด้วยว่า   "ปิยบุตร เรียกร้อง มธ. อย่าปิดประตูใส่นักศึกษา - ฉันทามติรัฐธรรมนูญใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องประกันเสรีภาพในการแสดงออก   ถามผู้บริหาร มธ. ไม่ให้ใช้พื้นที่ เพราะกังวลประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่กล้าพูดใช่หรือไม่?

 

โดยใจความสำคัญมาจากการที่ นายปิยบุตร   ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า  มีความเห็นแบ่งเป็น 2 ข้อ  คือ   หนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานของรัฐ ใช้งบประมาณของรัฐซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ดังนั้นพอเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่ควรคิดว่าฉันเป็นเจ้าของมีอำนาจกำหนดให้ใช้หรือไม่ให้ใช้  เพราะงบประมาณก็มาจากภาษีของประชาชน  ควรคิดว่าเปิดกว้างให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ เพื่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นมหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานทางวิชาการซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้มีเสรีภาพในการแสดงออกมากที่สุด มากกว่าหน่วยราชการอื่นอยู่แล้ว


และ สอง ทาง มธ. ได้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา ซึ่งจากการติดตามข่าวผู้ชุมนุมก็ยอมทำตามกฎเกณฑ์   มีอาจารย์ที่ปรึกษารับรองเรียบร้อย และทางนักศึกษาก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะมาตกลงกัน ผมคิดว่าปฏิกิริยาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไม่ให้ใช้พื้นที่ชุมนุม 19 กันยายน รวมทั้งอดีตศิษย์เก่าจำนวนมากที่ออกมาคัดค้าน พวกเขากล้าที่จะพูดตรงไปตรงมาหรือไม่ว่า ที่ไม่อยากให้แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมใช้สถานที่ชุมนุมนั้น เพราะไม่สบายใจที่นักศึกษาจะมาใช้พื้นที่ มธ. ในการปราศรัยเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 


“ผมเห็นว่าอันนี้ชัดเจนที่สุด เพียงแต่คุณไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ก็เลยมาบอกว่าไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ เพราะเห็นว่า 10 สิงหาคม นักศึกษาไปพูดเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์บนเวที ผมเอง ก็มีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีในการแสดงออกบางอย่างในการชุมนุม แต่เราต้องพยายามแยกเนื้อหากับท่าทีการแสดงออกออกจากกัน เนื้อหาเหล่านี้พูดได้ ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถทำได้ เป็นเสรีภาพในการแสดงออก ข้อเสนอของนักศึกษาอยู่ภายใต้กรอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นการเสนอให้แก้ไขกฎหมายต่างๆ แต่ไม่ได้เกินกรอบระบอบการปกครองเลย 


โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองมายาวนาน  แต่ถ้าคุณมาปิดกั้นเสียเอง นักศึกษามหาวิทยาลัยของคุณเองอยากจะแสดงออก หากไม่ให้เขาใช้พื้นที่จะให้เขาไปใช้พื้นที่ไหน จะไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยให้นักศึกษาแสดงออกได้เลย ผมคิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องเอาให้ชัดว่าคุณไม่สบายใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่ คุณไม่สบายใจเพราะกังวลว่ากลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมจะใช้เวทีนี้ในการพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ แต่เท่าที่เป็นอยู่ไม่มีใครกล้าหาญมาพูดความจริงเลย” 

 


 



จากแนวคิดของนายปิยบุตร   ชัดเจนว่าเป็นการตอบโต้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ในการไม่อนุญาตให้กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม   ใช้พื้นที่จัดการชุมนุม เพราะเกรงว่ากลุ่มนักศึกษาและผู้เข้าร่วมชุมนุมจะนำประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์    มาปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์    โดยที่นายปิยบุตร เห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย   พร้อมกล่าวอ้างว่าข้อเสนอของกลุ่มแนวร่วมฯเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   โดยใช้คำว่าไม่ได้เกินกรอบการปกครอง  

 


ขณะที่ถ้าย้อนกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงจากการชุมนุมทางการเมือง    ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  ชัดเจนว่าเงื่อนไขของกลุ่มแนวร่วมฯที่ใช้ขออนุญาตใช้พื้นที่จัดการชุมนุม เมื่อวันที่  10 ส.ค. 2563   เคยประเด็นปัญหามาแล้ว      โดยเริ่มจาก 3  ประเด็นที่ผู้จัดขออนุญาต   ประกอบด้วย (1) เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ (2) เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา (3) เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนในทุกรูปแบบ  

 

 

 


แต่สุดท้ายมีการละเมิดเงื่อนไข     โดยการนำประเด็นสถาบันกษัตริย์มาวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ และด้วยข้อมูลบิดเบือน  กล่าวร้าย ก่อนก้าวล่วงพระราชอำนาจ  โดยการประกาศเรียกร้องให้มีการปฏิวัติโครงสร้างสถาบันกษัตริย์   ตามข้อความปรากฎบนเอกสารข้อเรียกร้อง 10  ข้อ  ด้วยคำเริ่มต้นกล่าวโทษสถาบันเบื้องสูง  ซึ่ง นายปิยบุตร  ไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน  แต่หยิบยกเงื่อนไข 10 ข้อ มากล่าวอ้างว่าอยู่ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

 

( คลิกอ่านข่าวประกอบ  :  อัษฏางค์ไม่ทน 10 ข้อกดดันสถาบันฯ ชี้ชัดม็อบโยงปลุกปั่นคณะราษฏร์  ) 

 

โฟกัสสิ่งที่ นายปิยบุตร  เน้นย้ำในงานเสวนาเรื่อง   "#ถ้าการเมืองดีเราจะคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์กันอย่างไร"  บางช่วงบางตอน ว่า    ส่วนตัวไม่เห็นเหตุผลใดจะสกัดขัดขวาง  การใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ในทางตรงข้ามคือต้องยอมรับตรงไปตรงมา   เพราะคาดการณ์ได้ว่านักศึกษา  ต้องการปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์   ถ้าใช่ก็ชี้แจงอย่าใช้เหตุผลอื่นหลบซ่อน

 

"ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาที่เขาพูดอยู่ภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตย   อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุ  ข การแสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ รัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ สามารถทำได้อยู่แล้ว  สิ่งที่เขาพูดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563  ก็ไม่ออกจากกรอบนี้ หากท่านไม่สบายใจในเรื่องท่าทางในการแสดงออก ก็ไปปรับจูนกันให้เข้าใจ  แต่ไม่ควรผลักให้นักศึกษาต้องออกไปใช้พื้นที่อื่นเพื่อพูดประเด็นนี้    ในเมื่อมหาวิทยาลัยเล็งเห็นใช่หรือไม่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง sensitive  เป็นประเด็นอ่อนไหว ถ้าเป็นเช่นนั้นยิ่งต้องให้จัดในมหาวิทยาลัย ผลักออกไปข้างนอกไม่ได้" 


ขณะเดียวกัน  นายปิยบุตร  อ้างด้วยว่า   ก่อนรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557   การพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ    กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์   มีการทำกันอย่างสม่ำเสมอ เพิ่งมาลดน้อยถอยลงหายไปหลังการรัฐประหาร   ทั้ง ๆ ที่ เรื่องนี้ควรทำให้เป็นเรื่องปกติ   สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหนึ่งในรัฐธรรมนูญ  มีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ  จึงเป็นปกติที่ประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย   ย่อมสามารถใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อจะแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

 


ประเด็นสำคัญที่ผ่าน ๆ มา  นายปิยบุตร  เป็นนักการเมือง  และนักวิชาการด้านกฎหมายที่มีการโพสต์ปลุกเร้าให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง  โดยการหยิบยกกรณีเหตุการณ์ในต่างประเทศมาเปรียบเทียบบ่อยครั้ง  จนทำให้  นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแหง่ชาติ ต้องออกมาเรียกร้องให้นายปิยบุตรเปลี่ยนท่าทีจากการเป็นเบื้องหลังการชุมนุม มาเป็นแกนนำแทนกลุ่มนักศึกษา  ซึ่งวันนี้ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในหลายคดีอาญา  ด้วยข้อความว่า  "จะปฏิวัติ​ :ก็ออกมาถือธงนำ"

 


( คลิกอ่านข่าวประกอบ :  อดีตรองผอ.สำนักข่าวกรองฯ ท้าตรงๆปิยบุตร ถ้าคิดจะปฏิวัติ​ ก็ถือธงนำเลย )  



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน