ขอที่เหลือจบอย่างสง่างาม...จากดร.สุวินัยถึงวิสา การตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิต

Publish 2018-10-16 11:20:56



จากกรณีนายสมยศ  พฤกษาเกษมสุข ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Somyot Pruksakasemsuk โดยได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เดินทางไปต่างประเทศ และได้พบกับวิสา คัญทัพ ที่ประเทศเยอรมัน โดยอาการล่าสุดของวิสาหลังเดินทางออกนอกประเทศนั้น พบว่ามีอาการป่วย และต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นมีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับค่ารักษาพยาบาลที่แพง ซึ่งเนื้อหาบางส่วนระบุว่า



 

วิสา คัญทัพ เอกอัครมหากวีและเจ้าของบทเพลงเพื่อชีวิตที่โด่งดังในตำนาน ต่อสู้กับเผด็จการมาตลอดอายุขัย เริ่มจากการเป็น ผู้นำนักศึกษารามคำแหงต่อสู้เผด็จการจนถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัย ทำให้มีการเคลื่อนไหวจนนำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 ถูกจับกุมเป็นหนึ่งใน 13 กบถที่กลายเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ของประชาชน14 ตุลาคม 2516 เมื่อเผด็จการหวนกลับมาในปี 2519 วิสา คัญทัพเข้าป่าแต่งเพลงสู้กับเผด็จการ ถึงพฤษภาทมิฬ 35 และ พฤษภาเลือด 2553 ต้องหลบลี้หนีภัยไปต่างแดนในวัย 69ปีด้วยสังขารกำลังร่วงโรยเต็มทน

 

 

 

 



 

ผมพบกับวิสา คัญทัพ เมื่อวันที่ 8 ตค.61ที่เมืองโคโลนเยอรมัน วิสา ผอมซูบลงถนัดตาเห็น เดินอย่างเชื่องช้า ใบหน้าสั่นคลอนไปมา ผมจับมือวิสา คัญทัพ แต่มือของเขาสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาวแต่เป็นด้วยอาการของโรค พากินสัน ที่เกิดกับเขาเมื่อต้องไปใช้ชีวิตลำเค็ญต่างแดนในเมืองอันหนาวเหน็บ เขาใช้เวลาทั้งหมดอยู่ภายในบ้านกับภรรยา ไพจิตร อักษรณรงค์ ไม่ได้ออกไปไหนเพื่อรอคอยสถานภาพผู้ลี้ภัย จนบัดนี้เขาออกจากบ้านได้ แต่ทว่า ความชราและพากินสันกลับทำให้เขาต้องอยู่แต่ภายในบ้านอพาร์ตเมนต์สี่เหลี่ยมอุดอู้

 

 

วิสา บอกกับผมด้วยเสียงสั่นเทา น้ำตาคลอเบ้า “ค่ารักษาพยาบาลที่นี่แพงมหาศาลเลย ผมแก่แล้ว ภาษาอังกฤษและเยอรมันพูดไม่ได้เลย อยู่ในสังคมต่างแดนมันโหดร้ายมาก จะเริ่มเรียนก็ไม่ได้ ไม่ใช่คนหนุ่มสาว เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป “ ผมจับมือวิสา ให้ความมั่นใจกับเขาว่า บรรดานักต่อสู้ประชาธิปไตยในเมืองไทย ยังไม่ลืมเขา และจะต้องนำ วิสา คัญทัพและพวก กลับประเทศไทยให้ได้

 

 

ล่าสุดรองศาสตราจารย์ สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ถึงกรณีดังกล่าวด้วยโดยมีการระบุถึงข้อความว่า

 

ใจหายอีกครา จากสมศักดิ์ เจียมฯ ถึง วิสา คัญทัพ / สุวินัย ภรณวลัย

 

วิสา คัญทัพในวัย 69 ปีป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ขณะนี้เขาลี้ภัยอยู่ในเยอรมัน เมืองหนาว มีสังขารที่ร่วงโรยและไร้คนเหลียวแล

 

ผมได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของวิสามา 45 ปีแล้ว แต่ผมไม่เคยได้เจอตัวจริงของเขาเลยสักครั้งเดียว

สำหรับคนรุ่นผม วิสาเป็นนักกวีและเจ้าของบทเพลงเพื่อชีวิตในตำนาน

 

 

วิสาเคยเป็นผู้นำนักศึกษารามคำแหงที่ต่อสู้กับเผด็จการทหารในปี 2516 จนถูกลบชื่อจากมหาลัย นำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ถูกจับเป็น 1 ใน 13 คนข้อหากบฏ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ขณะนั้นวิสาเพิ่งมีอายุแค่ 24 ปีเป็นชายกนุ่มผู้มีอุดมการณ์

 

หลังจากนั้นวิสาเข้าป่าจับปืนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แต่ตัวตนจริงๆของวิสาคือนักแต่งเพลงเพื่อชีวิต

 

วิสาเข้าร่วมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เหมือนชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ ตอนนั้นเขามีอายุ 43 ปีอยู่ในวัยฉกรรจ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวทุกอย่างมาแล้ว

 

แต่วิสากลายเป็นพวกเสื้อแดงอย่างเต็มตัวในช่วงเหตุการณ์เผาเมืองปี 2553 ตอนนั้นวิสามีอายุ 61 ปีแล้วเป็นคนในวัยเกษียณแล้ว เขาควรจะถอยห่างออกมาใช้ชีวิตอย่างสงบในบั้นปลายได้แล้ว

 

 

การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตของวิสา คือเขาเลือกที่จะลี้ภัยไปต่างแดนหลังการรัฐประหารของคสช.เมื่อปี 2557 ผมคิดว่าเขาประเมินสถานการณ์ในตอนนั่นคลาดเคลื่อนเหมือนสมศักดิ์ เจียมฯ

 

จริงๆแล้วเขาควรอยู่ที่เมืองไทยและต่อสู้ทางความคิดอย่างเปิดเผยมากกว่า

 

ประเทศไทยในปัจจุบัน มิได้อยู่ในยุคทมิฬเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน ทหารยุคนี้ก็ไม่ใช่

 

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เป็นแล้วรักษาไม่ได้ ทำได้แค่ประคองอาการของโรคเท่านั้น

 

ยุคของสมศักดิ์ เจียมฯ และยุคของวิสา คัญทัพผ่านไปแล้ว ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ของคนทั้งสองไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว

 

 

นี่คือความเป็นอนิจจังของชีวิตที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น

 

อย่างไรก็ดี ผมขออวยพรให้วิสาใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบสุข รู้ทุกข์ เห็นทุกข์ในใจตนเอง และปล่อยวางมันลงได้

อย่างน้อยที่สุดเขาก็เคยเป็นไอดอลคนหนึ่งของผมในช่วง 14 ตุลา 2516 และหลังจากนั้น

 

ผมได้แต่ภาวนาขอให้ชีวิตที่เหลือของวิสาจบลงอย่างสง่างาม

 

คนรุ่นเรา คนรุ่น 14 ตุลา ล้วนชรากันหมดแล้ว ทยอยกันสลัดใบจากโลกนี้ไปทีละคนสองคน

 

โลกจะจดจำคนรุ่นเราอย่างไรหลังจากนี้ มันขึ้นอยู่กับว่า ตัวตนแต่ละคนของเราจะฝากอะไรทิ้งไว้ให้กับโลกนี้บ้างก่อนจากโลกนี้ไป

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Suvinai Pornavalai

 



เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว