"อัจฉริยะ" กล่าวหาตำรวจช่วย "เอมี่ อาเมเรีย" ถอดปมปัญหา ของพนักงานสอบสวน หรือ อำนาจที่มองไม่เห็น

Publish 2018-09-20 17:52:40



    เป็นอีกคดีที่หลายคนกำลังติดตามกันอย่างใกล้ชิดจากกรณีนางเอกละครธิดาวานร นางสาวอาเมเรีย จาคอป หรือ เอมี่ ที่เข้าไปพัวพันกับคดียาเสพติดในข้อหาเสพฯ และได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษมีนบุรีเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา เรื่องฉาวในครั้งนี้ควรจะจบลงแต่เพียงเท่านี้และเหลือเพียงตราบาปติดตัวเอมี่ต่อไป ทว่าไม่เป็นเช่นนั้นเพราะล่าสุดวันที่ 20 ก.ย.2561 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า

 

 

 

 

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2561 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานช่วยเหลืออาชญากรรม ได้มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากพลเมืองดีว่าคดียาเสพติด ซึ่งมีนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ และนางสาวอาเมเรีย จาคอป ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายฝ่ายร่วมกันทุจริตในการช่วยเหลือให้นางสาวอาเมเรีย หลุดพ้นคดีร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดในชั้นศาล

 

 

 

 

    ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดจับกุมรวมถึงพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีว่ามีข้อบกพร่องในการทำสำนวนคดีหรือไม่ โดยอยู่ระหว่างไปขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มจากศาล เพื่อมาพิจารณาข้อบกพร่องที่ทำให้ศาลยกฟ้องข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติด

 

    เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2560 เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าจับกุมนางสาวอาเมเรีย จาคอป หรือเอมี่ อายุ 28 ปี พร้อมกับนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ ภายในบ้านพักย่านสุขาภิบาล 5 พร้อมของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 คือ ยาไอซ์ 70 กรัม และ ยาอี 16 เม็ด เบื้องต้นนางสาวอาเมเรีย ให้การว่าตนเป็นเพียง "ผู้เสพ" เท่านั้น โดยมีเพื่อนนอกวงการชักชวนและสอนวิธีเสพ และไม่เคยซื้อยาเอง ซึ่งยาทั้งหมดเพื่อนเป็นคนซื้อให้ใช้เสพประมาณ 1 ปี เพื่อใช้บำบัดความเครียดจากปัญหาชีวิตที่ถาโถมเข้ามา

 

 



    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวทั้งคู่ไปฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาอี ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน โดยผิดกฎหมาย เบื้องต้นชั้นพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากข้อหามีไว้เพื่อจำหน่ายมีโทษสูง ประกอบกับพบของกลางเป็นจำนวนมาก

 

 

 

    ต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. 2561 เจ้าหน้าที่ได้ทำการเบิกตัว นางสาวอาเมเรีย และนายปุณยวัจน์ มายังศาลจังหวัดมีนบุรีเพื่อรอฟังคำพิพากษา แต่ปรากฏว่าศาลกลับมีคำสั่งยกฟ้องนางสาวอาเมเรีย ข้อหาครอบครองยาไอซ์ 70 กรัม เพื่อจำหน่าย เหลือเพียงข้อหาเสพยาเสพติดด้วยโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท แต่จำเลยรับสารภาพ เหลือจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ตรงข้ามกับนายปุณยวัจน์ ซึ่งโดนข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 2,500,000 บาท แต่จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 25 ปี 4 เดือน 15 วัน ปรับ 750,000 บาท
 

 

    จากหลักฐานที่เรียกว่าดิ้นแทบไม่หลุดของทั้งคู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งอุปกรณ์การเสพ และปริมาณยาเสพติดที่กฏหมายระบุดชัดว่าเพื่อ "จำหน่าย" มิใช่เพื่อ "เสพ" แต่อย่างใดเป็นเหตุให้สังคมเริ่มตั้งคำถาม เพราะตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา 15 วรรค 3 การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในกรณีของแอมเฟตามีน หรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนคือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป แต่ในคดีนี้พบถึง 70 กรัม แต่ทว่าเหตุใดศาลจึงตัดสินผู้ต้องหาในข้อหาที่แตกต่างกันโดยที่ไม่ปรากฏคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณะชน แน่นอนย่อมมีการพุ่งเป้าว่าการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีปัญหา

 

 



    ปัจจุบันพบว่าด้วยกรอบจำกัดของเวลาเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนขาดความรอบคอบในการพิจารณาพยานและหลักฐาน เพราะใน 1 คดีตั้งแต่จับกุมผู้ต้องหาต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นไปฝากขังต่อศาลได้อีก 6 ผลัด ผลัดละ 12 วัน รวมเป็น 72 วัน เมื่อครบต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาร่างคำฟ้องก่อน 12 วัน กล่าวคือตำรวจมีเวลาเพียงแค่ 74 วัน บวกอีก 12 วัน เพื่อทำสำนวนคดีให้อัยการส่งฟ้อง หรือแท้จริงระหว่างการทำสำนวนอาจมี "มือที่มองไม่เห็น" หรือ "อำนาจ" บางอย่างที่ทำให้คุณธรรมของเจ้าหน้าที่ต้องสั่นคลอนก็ไม่มีใครรู้ได้ 

 

    แต่ผลย่อมปรากฏชัดในชั้นศาล เพราะสำนวนคดีไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้ศาลสิ้นข้อสงสัยในคดีความได้ จึงนำไปสู่การยกประโยชน์ให้กับจำเลย คือ ศาลยกฟ้อง และเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็พบอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรแล้วคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะสรุปปมข้อสงสัยในครั้งนี้ไปในทิศทางใด

 

 



เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย


Suggess News

Recommend News