ฝากบอกทุกๆคน!! การเป็นหนึ้สงฆ์!! ตายไปตกนรกสถานเดียว!! "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง"ย้ำเตือนไว้ แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม..พึงระวังให้ดี!! #นรก

Publish 2018-06-19 22:52:33



ในสมัยที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้กล่าวไว้เสมอว่า หน้าที่หลักของท่าน คือสอนพระกรรมฐานเผยแพร่ธรรมะตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มุ่งเอาคนไปพระนิพพาน ส่วนงานสร้างวัดเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น หลวงพ่อแนะนำให้รักษาศีลให้บริสุทธิเพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปสู่อบายภูมิ

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

 

โดยท่านจะเน้นการตัดสังโยชน์ ๓ ประการ ให้ได้เป็นเบื้องต้นควบคู่ไปกับการทำสมาธิและการเจริญปัญญาเพื่อตัดกิเลส ส่วนเรื่องหนี้สงฆ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อเน้นย้ำ ให้ลูกศิษย์ระมัดระวังให้มาก เพราะการเป็นหนึ้สงฆ์จะมีอเวจีมหานรกเป็นที่ไปเพียงสถานเดียว 

 

 

โดยหลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับหนี้สงฆ์มาสอนในหลายวาระ เช่นเทศน์ที่ศาลาพระพินิจอักษรเรื่องพระนักเทศน์นิสัยดี ได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ไม่เคยเก็บเอาไว้เป็นเงินส่วนตัว เอาเงินเข้าสงฆ์ตลอดมา ต่อมาเกิดป่วยไข้ไม่สบายมาก ไม่มีเงินซื้อยารักษาโรคจึงยืมเงินสงฆ์ ๖๐ บาท ไปซื้อยารักษาโรค โดยตั้งใจว่าจะใช้คืนแต่เกิดตายไปเสียก่อนไปสู่สำนักพระยายม

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

 

หลวงพ่อและเพื่อนพระสงฆ์อีก ๒ รูป ถูกท่านลุงพุฒิเชิญให้มาช่วยโดยสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ หน้าตัก ๔ ศอกคนละ ๑ องค์ รวม ๓ องค์จึงช่วยพระนักเทศน์พ้นจากหนี้สงฆ์ได้ 
พระหน้าตัก ๔ ศอกถือเป็นพระประธานมาตรฐานถ้าไม่ปิดทองจะได้ผลเฉพาะผู้ที่สร้าง แต่ถ้าปิดทองจะได้ผลทั้งคณะ

 

 

วัด

 


 



อนึ่งเรื่องธรณีสงฆ์หลวงพ่อเล่าเรื่องโยมเช้า ซื้อที่ทำนามา ๕ ปี ที่สรรคบุรีทำนาแล้วไม่ได้ผลดี มาถามหลวงพ่อ ท่านถามว่า "ในที่นามีกระเบื้องแตกๆ เหมือนอิฐตามวัด เก่าๆ อยู่หรือไม่ "
โยมเช้าตอบว่า "มี"

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 


ท่านตอบว่า "ที่นั่นเป็นธรณีสงฆ์แม้โยมจะซื้อมาจาก ใครก็ตามสิทธิของสงฆ์ยังไม่ขาด ต้องชำระหนี้สงฆ์ เป็นการเช่าที่ดินทำกินไปตลอดชีวิต นามี ๒๐ ไร่เศษ ชำระปีละ ๑๐๐ บาท"
โยมเช้าตกลง ปีแรกจ่ายย้อนหลัง ๕ ปี เป็นเงิน ๖๐๐ บาท เงินชำระหนี้สงฆ์พระจะเอาไปใช้เป็นส่วนตัวไม่ได้ ต้องใช้เรื่องของสงฆ์โดยเฉพาะก่อสร้างหรือซื้ออาหารถวายพระเป็นสังฆทานได้ หลังจากนั้นมาโยมเช้าทำนาได้ผลดีโดยตลอดฝนแล้งนาคนอื่นเสียหาย แต่นาโยมเช้าไม่เสียหายเลย

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

 


อีกเรื่องหนึ่ง หลวงพ่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ที่ศาลา ๔ ไร่ รอบแรกทำประมาณ ๑๐.๐๐ น. หลังเสร็จพิธี ท่านได้ประกาศว่า ท่านท้าวผกาพรหมมาบอกว่า คน ๘ คน อยู่วัดก็ดี มาวัดก็ดี ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ผล เพราะเป็นหนี้สงฆ์ เก็บของในวัดทิ้ง (หมอน เสื่อ มุ้งเก่าๆ) เก็บดอกไม้ ธูปเทียน ผัก ผลไม้ เอาไปใช้เป็นส่วนตัว ให้ไป ชำระหนี้สงฆ์เสีย พอรอบสอง คน ๘ คนคงชำระหนี้สงฆ์หมดแล้ว ท่านก็ประกาศว่า ทั้ง ๘ คนไม่เป็นหนี้สงฆ์แล้วนะ รับสะเดาะเคราะห์ได้ผล

 

 

วัด



 



ต่อมามีโยมคนหนึ่ง ซื้อไม้กวาดถวายวัดเป็นประจำ ได้กราบเรียนถามหลวงพ่อ ที่ตึกรับแขกว่า จะทิ้งไม้กวาดเก่าที่ชำรุดแล้ว ทำอย่างไรจะไม่ให้เป็นหนี้สงฆ์ หลวงพ่อ ตอบว่า ให้ซื้อของใหม่มาแทนก่อน แล้วทิ้งของเก่าไปในปริมาณที่เท่ากัน จะได้ไม่เป็นโทษ

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 


สมัยนั้น บางคนหวังดี เก็บมะม่วงวัดไปขาย เอาเงินเข้าวัด โดยไปขออนุญาต หลวงพ่อ ท่านบอกให้เก็บเฉพาะต้นมะม่วงที่ปลูกในสมัยท่าน ต้นเก่าห้ามเก็บ เป็นของ สงฆ์ ท่านไม่มีสิทธิอนุญาต จะเป็นหนี้สงฆ์

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

 


หลวงพ่อยังย้ำถึงปฏิปทาของพระว่า ทรัพย์ตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็เป็นของส่วนตัว ถ้าสึกก็เอาไปได้ แต่พอบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ทรัพย์ใดที่ญาติโยมถวายเข้ามา ก็นับว่าเป็นของสงฆ์ (ถ้าไม่บวช ไม่มีใครถวาย) พระนั้นตายแล้ว ทรัพย์ที่ได้ในขณะบวช อยู่ ตกเป็นของสงฆ์ทั้งหมด

 

 

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 


หลวงพ่อย้ำช่วงท้ายในการเทศน์เรื่องหนี้สงฆ์ว่า ใบไม้ใบเดียว ดอกไม้ดอกเดียว ต้นหญ้าต้นเดียว ที่สุดแม้เศษกระเบื้องแตก จากสถานที่เป็นวัดอยู่ก็ดี เป็นวัดร้างก็ดี ใครนำไป เป็นหนี้สงฆ์สถานเดียว และโทษของการเป็นหนี้สงฆ์ มีอเวจีมหานรกเป็นทีไป เท่านั้น.

 

 

อ่านเพิ่มเติม... "อิติปิโสแปดทิศ"ป้องกันภัย ๘ ทิศ 

 

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

: เพจ : พ่อสอนลูก โดย คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุงสอนหลาน

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 

 



เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี


Recommend News