ตำนานที่น่าสะพรึงกลัว!! คนแก่เฒ่าเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง!! ""พระนอนกินเณร วัดเขากบ"เรื่องราวลึกลับ ที่เล่าสู่กันมายันลูกหลาน เณรหายไปไหน!!

Publish 2018-05-30 17:33:51



วัดวรนาถบรรพต เดิม ชื่อวัดเขากบ เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ก็เพราะเรียกตามเชิงภูเขา ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในเชิงตีนเขากบ หรือมีชื่อเรียกในหลักฐานศิลาจารึกในสมัยสุโขทัย คือ ‘วัดปากพระบาง’ อย่าไรก็ตามประชาชนโดยทั่วไปมักเรียกวัดปากพระบางว่าวัดวรนาถบรรพต หรือเรียกว่า “วัดเขากบ” “วัดกบ” กันจนติดปากมาถึงทุกวันนี้

 

วัดเขากบ

 

วัดเขากบเป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองนครสวรรค์ มีหลักฐานการสร้างวัดว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้นกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ทั้งบนเขาและเชิงเขาวัดนี้มีโบราณวัตถุและโบราณสถานหลายอย่าง เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนบริเวณเชิงเขามีเจดีย์ขนาดใหญ่สมัยสุโขทัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จารึกประวัติศาสตร์ของวัด ไว้ที่ฐานของเจดีย์องค์นี้ด้วยวัดนี้ได้รับการยกย่องจากกรมการศาสนา และมหาเถรสมาคม ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. 2509   

 

พระนอน วัดเขากบ

                      

นอกจากนั้นในวัดยังมีรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสอันเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารข้างเจดีย์ใหญ่ด้วย

 

พระนอน

 



วัดเขากบเป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองนครสวรรค์ มีหลักฐานการสร้างวัดว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้นกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ทั้งบนเขาและเชิงเขาวัดนี้มีโบราณวัตถุและโบราณสถานหลายอย่าง เช่น รอยพระพุทธบาทจำลอง เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนบริเวณเชิงเขามีเจดีย์ขนาดใหญ่สมัยสุโขทัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จารึกประวัติศาสตร์ของวัด ไว้ที่ฐานของเจดีย์องค์นี้ด้วยวัดนี้ได้รับการยกย่องจากกรมการศาสนา และมหาเถรสมาคม ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. 2509  

 

วัดเขากบ

                      

นอกจากนั้นในวัดยังมีรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสอันเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารข้างเจดีย์ใหญ่ด้วย

 

วัดเขากบ

 

ส่วนตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา เป็นตำนานที่หลายๆคนอาจเคยได้ยินผ่านหู และถูกเล่ากันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน

 

             ย้อนกลับไปเมื่อปี 2460 วัดเขากบในสมัยนั้นบริเวณวัดยังเป็นป่าทึบรก และยังเป็นวัดร้างไม่มีพระเณรอยู่จำพรรษา จึงถูกทิ้งร้างไว้หลายสิบปี

 

วัดเขากบ

 

 จนกระทั่งหลวงพ่อทองเกจิด้านวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเดินธุดงค์มาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่านมาปักกลดจำพรรษาอยู่ที่วัดร้างแห่งนี้ชาวบ้านแถวนั้นจึงนิมนต์พระท่านให้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดแห่งนี้และพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป   

                 

ซึ่งพระท่านเองก็ไม่ขัดศรัทธาวัดร้างแห่งนี้มีโบสถ์เล็กๆอยู่ด้านข้างเจดีย์ ซึ่งด้านในมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งเป็นรูปปางยืนขนาดเท่าตัวคนจริง ประดิษฐานอยู่ (รูปสมมติ)

 

ทั้งเถาวัลย์ ทั้งหยักไย่ และฝุ่นมากมายเกาะอยู่ที่พระพุทธรูปเต็มไปหมด ทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวไม่มีใครกล้าเดินผ่านแม้ช่วงกลางวันก็ตาม

 

 



ต่อมาหลวงพ่อทองก็ได้พัฒนาซ่อมแซมโบสถ์แห่งนี้ใหม่จนสะอาด ชาวบ้านแถวนั้นก็เริ่มมาทำบุญและบวชพระ บวชเณรกันมากขึ้น แต่แล้วเรื่องลึกลับก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเณรที่บวชนั้นหายตัวไปอย่างลึกลับทีละ คน สองคน

 

หลวงพ่อทอง วัดเขากบ

 

ในตอนแรกท่านเจ้าอาวาสนึกว่าเณรแอบหนีกลับบ้านจึงได้ไปไถ่ถามที่บ้านแต่เมื่อโยมพ่อ โยมแม่ของเณรเหล่านั้นมาบอกกับท่านเจ้าอาวาสว่าเณรไม่ได้กลับมาที่บ้าน  

 

 

หลวงพ่อทอง วัดเขากบ

 

ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจมากว่าเณรหายตัวไปได้อย่างไร พระที่ทำหน้าที่ดูแลโบสถ์นั้นได้สังเกตเห็นว่ามีเศษจีวรติดอยู่ที่ปากของพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์ ถึงแม้จะเอาออกแล้ว กลับมาก็ยังเจอติดอยู่ในตอนแรกนึกว่ามีคนแกล้งเล่น

             

แต่เมื่อสังเกตองค์พระดีๆนั้นกลับพบว่ามีขนาดใหญ่ขึ้น จากขนาดเท่าคนจริงตอนนี้สูงถึง 2เมตรส่วนสามเณรในวัดก็ยังหายตัวไปอย่างต่อเนื่องไม่มีใครตามหาพบ      

     

แต่เล่ากันว่าเณรที่หายตัวไปนั้นถูกพบครั้งสุดท้ายที่บริเวณแถวโบสถ์ จนวันหนึ่งพระท่านที่เฝ้าโบสถ์ได้มาแจ้งท่านเจ้าอาวาสด้วยสีหน้าตื่นตกใจและให้ไปดูที่โบสถ์อย่างไวเมื่อไปถึงก็พบกับภาพที่ทำให้ตกใจเพราะพระพุทธรูปจากที่เคยเป็นปางยืนนั้นบัดนี้ได้ล้มตัวลงนอนตะแคงและมือดันพระเศียรไว้ ทั้งบริเวณปากนั้นก็พบจีวรขาดๆ ติดอยู่ด้วยในวันรุ่งขึ้นท่านเจ้าอาวาสจึงสั่งให้ช่างมาทำลูกกรงล้อมรอบองค์พระ และหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องเณรหายอีกเลย

 

หลวงพ่อทอง วัดเขากบ

 

ตำนานพระนอนกินเณรนั้น อาจถูกสร้างขึ้นโดยพระที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณวัดเผื่อไม่ให้สามเณรในวัดออกไปเที่ยวเล่นในกลางดึกเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวสามเณรได้ แต่ในความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่นั้น บอกว่าตำนานพระนอนกินเณรนั้นมันคือเรื่องจริง

 

อ่านเพิ่มเติม...พระคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ "หลวงพ่อโสธร"

 

ขอขอบคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

 twitter @ANNYSTORY_CLUB



เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี