ใกล้แค่นี้เอง!! น้อยคนจะรู้ว่า.."หลักกิโลเมตรที่ ๐ ของประเทศไทย" อยู่ที่ไหน..??!! ทางหลวงของแผ่นดิน จากใจกลางสู่ ๔ ภาคในประเทศไทย!!

Publish 2018-01-14 13:22:43



           รู้กันหรือไม่ว่า หลักกิโลเมตรที่ ๐ ของกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ไหน?  ทางหลวงแผ่นดินสายประธานของประเทศไทย ซึ่งแยกจากส่วนกลางไป ๔ ภาคของประเทศนั้น ๓ สายมีต้นทางอยู่ในกรุงเทพฯ และมีจุดเริ่มสายละมุมเมืองตามทิศที่จะมุ่งไป ส่วนอีกสายไปเริ่มที่จังหวัดสระบุรี ห่างกรุงเทพฯไป ๑๐๗ กิโลเมตร แต่ในทางสัญลักษณ์ หรือจะเรียกว่าทางการเมืองก็ย่อมได้ ให้ถนนทั้ง ๔ สายนี้เริ่มต้นที่จุดเดียวกัน คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์ของการปกครองที่ได้มาเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

 

         กิโลเมตรที่ ๐ ของทางหลวงแผ่นดินสายประธาน หมายเลข ๑ หมายเลข ๓ และ หมายเลข ๔ เริ่มจากที่ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ถนนราชดำเนินกลาง แยกไปตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ จนถึงจุดเริ่มต้นทางหลวงแผ่นดินสายประธาน คือ ถนนพหลโยธินจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปลายทางที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถนนสุขุมวิทจากสี่แยกเพลินจิต ปลายทางที่จังหวัดตราด และถนนเพชรเกษม เริ่มจากสะพานเนาวจำเนียรเขตบางกอกใหญ่ ปลายทางที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
          ต่อมามีทางหลวงแผ่นดินสายประธานหมายเลข ๒ คือ ถนนมิตรภาพ เริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรีไปสะพานมิตรภาพจังหวัดหนองคาย นับ กม. ๐ ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทับถนนพหลโยธินช่วงกรุงเทพฯ - สระบุรี แล้วจึงแยกออกเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒



               จุดเริ่มต้นของถนนมิตรภาพจึงอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แยกจากถนนพหลโยธินที่ กม. ๑๐๗ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ สายหลักที่ออกจากกรุงเทพฯไปภาคตะวันออก มีตำนานมาตั้งแต่ราวปี ๒๔๖๒ เมื่อ นางสาว อี. เอส. โคล หรือที่รู้จักกันในนาม “แหม่มโคล” ครูใหญ่โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ได้ไปซื้อที่ดิน ๒๕ ไร่ริมคลองแสนแสบ เพื่อย้ายโรงเรียนกุลสตรีวังหลังจากข้างโรงพยาบาลศิริราชมาอยู่ที่แห่งใหม่ซึ่งยังไม่มีชุมชน การคมนาคมก็มีแต่ทางคลองแสนแสบ จึงขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯให้ตัดถนนต่อจากถนนที่สร้างต่อมาจากถนนปทุมวัน จนถึงถนนที่แยกไปสถานีวิทยุโทรเลข ซึ่งอยู่ในแนวถนนที่เจ้าพระยายมราชดำริจะตัดไปสมุทรปราการอยู่แล้ว แต่กรมสุขาภิบาลยังไม่มีเงินสร้างให้ ต้องตัดถนนสำคัญอีกหลายสาย

 

            ในปี ๒๔๖๖ โรงเรียนกุลสตรีวังหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีในรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนชื่อเป็น “วัฒนาวิทยาลัย” จึงได้ร่วมกับ นาย เอ.อี.นานา ซึ่งมีที่ดินอยู่ในย่านนั้นมาก บอกบุญเรี่ยไรเจ้าของที่ดินในย่าน ได้เงินมาให้กรมสุขาภิบาลขุดคลองเอาดินพูนขึ้นเป็นถนน จากจุดบรรจบของถนนที่ได้รับพระราชทานชื่อว่าถนนเพลินจิตกับถนนวิทยุ ไปถึงซอยที่ออกมาจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นระยะทาง ๓,๐๗๒ เมตร
           ต่อมาในปี ๒๔๗๐ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงลพบุรีราเมศร เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ขอพระบรมราชานุญาต ร.๗ ตัดถนนต่อจากปากซอยโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยไปถึงสมุทรปราการ ทรงอ้างเหตุผลว่า มีบ้านเรือนราษฎรขยายไปทางทิศใต้จนเห็นได้ว่าพระนครจะขยายไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว ระยะแรกตัดไปแค่คลองพระโขนง โดยขุดคลองขนานกว้าง ๑๐ เมตร ลึก ๒ เมตร เอาดินมาพูนถนน และใช้เป็นทางคมนาคมให้เรือเดินไปมาได้ด้วย
           หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ให้กรมนคราทรตัดต่อไปจนถึงปากน้ำ ได้ชื่อว่า “ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ” เปิดใช้ในวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๗๙ ต่อมา พระพิศาลสุขุมวิท (บุตรเจ้าพระยายมราช) อธิบดีกรมทาง ได้จัดทำแผนงานสร้างทางหลวงขึ้นทั่วประเทศ มีชื่อว่า “โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย” เป็นแม่บทในการสร้างทางหลวงเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ถนนกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ถูกกำหนดให้เป็นทางสายหลักของภาคตะวันออก จึงสร้างต่อจากสมุทรปราการ ผ่านชลบุรี ระยอง ไปจนถึงตราด เรียกชื่อว่า”ถนนกรุงเทพฯ-ตราด” 
          ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๓ ครม.รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงมีมติให้เปลี่ยนชื่อถนนกรุงเทพฯ-ตราด เป็น “ถนนสุขุมวิท” เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม) จุดเริ่มต้นของถนนสุขุมวิทที่กรุงทพฯ จึงอยู่ที่จุดบรรจบของถนนเพลินจิตกับถนนวิทยุ
      

         ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ เป็นถนนสายยาวที่สุดในประเทศ มุ่งลงใต้ไปจดชายแดนมาเลเซียที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา รวมระยะทาง ๑,๒๗๔ กม. เริ่มในปี ๒๔๘๑ โดยกระทรวงมหาดไทยเสนอ ครม.ขอสร้างถนนจากกรุงเทพฯไปหัวหินระยะทาง ๒๓๓ กม. อ้างว่าหัวหินเป็นสถานตากอากาศที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง แต่มีแค่ทางรถไฟ โดยเริ่มต้นจากสะพานเนาวจำเนียร ข้ามคลองบางกอกใหญ่ที่บางยี่เรือ ไปเชื่อมถนนนครปฐม-ดอนกระเบื้อง ซึ่งยาว ๒๒ กม. และถนนชะอำ-หัวหิน ยาว ๒๕ กม. เหลือระยะทางที่จะต้องสร้างใหม่เพียง ๑๘๖ กม. 
          ต่อมาในเดือนสิงหาคม ๒๔๘๔ จอมพล ป.เห็นว่า สถานการณ์โลกในตอนนั้นเป็นที่หวั่นว่าจะเกิดสงครามขึ้นทั้งในยุโรปและเอเชีย จึงเตรียมรับสถานการณ์ให้รีบเร่งสร้างทางสายยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ-สงขลา และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แต่ก็ไม่ทันการ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นก็บุกไทย เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น
          ถนนกรุงเทพฯ-สงขลามาสำเร็จหลังสงคราม ขณะที่ หลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ (แถม เพชรเกษม) เป็นอธิบดีกรมทาง และจอมพล ป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ครม.ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๓ จึงมีมติตั้งชื่อถนนกรุงเทพฯ-สงขลา ว่า “ถนนเพชรเกษม” ตามนโยบายที่ให้เกียรติแก่นายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างหรือบังคับบัญชาการก่อสร้างที่เป็นสาธารณประโยชน์  แม้ถนนสายประธานที่ออกจากกรุงเทพฯไปภาคต่างๆ ตามความเป็นจริงจะเริ่มต้นที่จุดต่างกันคนละอำเภอ คนละจังหวัด แต่ในหลักเกณฑ์การเริ่มต้นของถนนสายประธานทั้ง ๔ สายนี้ ถูกกำหนดให้หลักกิโลเมตรที่ ๐ อยู่แห่งเดียวกันทั้งหมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย



ทั้งนี้มาจากคำกล่าวเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๓ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
          “เพื่อเชิดชูคุณค่าของประชาธิปไตย และเพื่อมีเครื่องเตือนใจให้พยายามผดุงรักษาระบอบนี้ให้สถิตสถาพรอยู่ตลอดกาล คณะรัฐบาลจึงลงมติให้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯไปยังหัวเมือง ก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้...”  แม้จะไม่มีการตราเป็นข้อกำหนด แต่หน่วยราชการทั้งหลายก็ยึดถือตามคำกล่าวของ “ท่านผู้นำ” ตลอดมา 
          

 

          ปัจจุบันที่ขอบวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หัวมุมถนนดินสอด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา มีแผนที่ทางหลวงทั่วประเทศแผ่นใหญ่ตั้งอยู่ ข้างๆมีป้าย “หลักกิโลเมตรที่ ๐” มีข้อความว่า
    

        “กิโลเมตรที่ ๐ ของทางหลวงแผ่นดินสายประธาน หมายเลข ๑ หมายเลข ๓ และหมายเลข ๔ เริ่มจากที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง แยกไปตามถนนต่างๆในกรุงเทพฯ จนถึงจุดเริ่มต้นทางหลวงแผ่นดินสายประธาน คือ ถนนพหลโยธิน จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปลายทางที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถนนสุขุมวิท จากสี่แยกเพลินจิต ปลายทางที่จังหวัดตราด และถนนเพชรเกษม เริ่มจากสะพานเนาวจำเนียร เขตบางกอกใหญ่ ปลายทางที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
          ต่อมามีทางหลวงสายประธานหมายเลข ๒ คือถนนมิตรภาพ เริ่มต้นจากจังหวัดสระบุรี ไปสะพานมิตรภาพจังหวัดหนองคาย นับ กม.๐ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทับถนนพหลโยธินช่วงกรุงเทพฯ-สระบุรี แล้วจึงแยกออกเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒”
       

         หลักกิโลเมตร ๐ นี้จึงเป็นเพียงความหมายเพื่อส่งเสริมความสำคัญของ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" อันเป็นสัญลักษณ์เชิดชูระบอบการปกครองของประเทศไทย แต่จุดเริ่มต้นตามความเป็นจริงของทางหลวงสายประธานทั้ง ๔ ภาค ในป้ายก็ระบุไว้ด้วยว่าเริ่ม ณ จุดใด

 

 

ที่มาจาก : http://www.all-magazine.com

 


เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News

Recommend News