"บิ๊กตู่"ควรฟัง!! เสียงเตือนจากมิตร.. "พุทธอิสระ" หนุนคำ"ป๋าเปรม" สะท้อนความเสื่อมของ "กองหนุน" ภาวะถดถอยของคสช.!!??

Publish 2018-01-11 12:34:10



“ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”.. เสียงเตือนอย่างมีนัย จากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวาระเข้าอวยพรปีใหม่เมื่อช่วงปลายปี ที่ผ่านมา  ไม่เพียงแต่นำไปสู่การวิเคราะห์ ผสมกับการตีความอย่างกว้างขวาง ของเสียงเชียร์ที่ถดถอย


“กองหนุน” ใรที่นี่สามารถตีความได้หลากหลายแตกต่างกัน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้คำจำกัดความว่า “คนทุกคนมาช่วยขับเคลื่อนประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชารัฐ ทั้งข้าราชการ เอกชน ประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ” ซึ่งแน่นอนหลายคนคงมองไม่ต่างกัน หรือบางท่าน อาจจะตีความว่า “กลุ่มคนที่สนับสนุนชื่นชม เชียร์รัฐบาลคสช.”นั่นเอง

นี่น่าสนใจคือ ... อะไรทำให้ “กองหนุน” เหล่านี้ลดน้อยถอยลง จากเดิมกองหนุนที่เคยอุ่นหนาฝาคั่ง ในวันนี้กองหนุนเหล่านั้นหดหายไปไหน? และเพราะสาเหตุอะไร?? ซึ่งอาจจะเกิดได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจากกระแสข่าวด้านลบและการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการใช้อำนาจมิชอบของคนในรัฐบาลบางคนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้แทบทุกวันจนทำร้ายความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชน หรือความล้มเหลว ในการดูแลปากท้องคนรากหญ้าให้อิ่มหน้ำสำราญ

 และหนึ่งในเสียงสะท้อนจาก “กองหนุน”สำคัญ ที่ให้แรงสนับสนุน ตั้งแต่ก่อนทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจ จากรัฐบาลเพื่อไทย  เมื่อปี 57อย่าง พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พระพุทธอิสระ ก็ได้ออกมาสะท้อนแง่มุมสาเหตุ ที่ถดถอย



จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ม.ค.61 พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พระพุทธอิสระ เดินทางพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ5 กองบังคับการปราบปราม เพื่อชี้แจงพร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน กรณีมีผู้ร้องเรียนตนกระทำผิดต่อระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2539 โดยการเชิญอักษรพระปรมาภิไธย หรือ อักษรพระนามาภิไธยประดิษฐานที่หน้าบันอุโบสถนั้น

อ่านเพิ่ม.. แสดงความบริสุทธิ์ใจ!! “หลวงปู่พุทธอิสระ” พบกองปราบฯ แจงปมร้อนผิด ม.112 ชี้หากผิดจริง.. ท้าแจ้งข้อหาได้เลย!!??

 

(10ม.ค.) พระพุทธะอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ถึงกรณีการเดินทางไปกองปราบ แสดงเจตนาบริสุทธิ์ อีกทั้ง ความเสื่อม ที่เกิดขึ้นนี้ โดยข้อความบางช่วงระบุว่า..

ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมป๋าเปรมถึงได้เตือนนายกลุงตู่ว่า กำลังหนุนกำลังจักหมดแล้ว

๑๐ มกราคม ๒๕๖๑
วันนี้ต้องหอบสังขารที่อิดโรย แถมยังไม่ได้ฉันข้าวเช้า เดินทางไปกองปราบเพื่อสอบถามถึงเป้าประสงค์ ที่พวกเขาพยายามสร้างแรงกดดันเดือดร้อน รำคาญให้แก่พระเณร และคนใกล้ชิดฉันอยู่เป็นระยะๆ
ตัวอย่างเช่น เรียกคนใกล้ชิดเข้าไปสอบถามหาข้อมูลส่วนตัวเช่นใครเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของพุทธะอิสระ

พุทธะอิสระไปเอาเงินมาจากไหน ถึงได้สามารถทำโน่น ทำนี่ได้มากมายหลายเรื่องหลายอย่าง
ใครเป็นนายทุนให้พุทธะอิสระ ในการทำกิจกรรมต่างๆ พุทธะอิสระเคยมีครอบครัวมาหรือเปล่า
ระหว่างบวชอยู่มีใครเข้ามารับใช้ใกล้ชิดอยู่บ้าง และอะไรๆ อีกหลายอย่าง หลายเรื่อง ซึ่งพิจารณาดูจากหลากหลายคำถามและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่กองปราบกอง ๕ ที่แสดงออกเริ่มตั้งแต่พยายามส่งสายเข้ามาสืบความเคลื่อนไหวของพุทธะอิสระทั้งภายในและนอกวัด

แถมยังส่งคนไปตรวจค้นธุดงคสถานของวัดที่ลำอีซูทั้งที่ไม่มีหมายค้น แต่อาศัยป่าไม้ให้พาเข้าไป โดยอ้างว่ามาตรวจประจำปี ทั้งยังกำชับว่า วันต่อไปจักไปตรวจที่สถานปฏิบัติธรรมทองผาภูมิอีก ต่อมาก็โทรมานัดให้พุทธะอิสระเข้าไปให้สอบปากคำ ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา พอพุทธะอิสระรับปากว่าจะไป วันต่อมาก็โทรมาบอกทนายว่า ขอเลื่อนเนื่องจากเจ้านายไม่อยู่ไปนอก พุทธะอิสระจึงให้ทนายโทรไปถามว่า สรุปแล้วจะเอาอย่างไรจะแจ้งข้อหาอะไรก็แจ้งมา อย่ามาสร้างความเดือดร้อน รำคาญอยู่เช่นนี้
วันนี้จึงเดินทางไปถามเจ้าหน้าที่กองห้าว่า สรุปแล้วพวกคุณไปได้ข้อมูลอะไรมา ถึงได้ทำกับฉันอย่างนี้
หากพวกคุณอยากรู้อะไร เอาข้อมูลที่คุณได้รับมาจากพวกลิ่วล้อธรรมกาย มาถามฉันในเวลานี้ได้เลย
อย่าทำเป็นหลบๆ แอบๆ คนอย่างพุทธะอิสระไม่ชอบให้ใครมาข่มขู่คุกคาม สร้างความเดือดร้อน รำคาญอยู่เช่นนี้ เป็นเหตุให้ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย มิใยว่าจักถามไปซักกี่ครั้ง สิ่งที่ได้คือการนิ่งเฉย

ฉันพยายามสอบถามทั้งเจ้าพนักงานสอบสวน และรองผู้กำกับการกอง ๕ แต่สิ่งที่ได้รับคือ ไม่รู้ ไม่ทราบ เปิดเผยไม่ได้ พุทธะอิสระ จึงตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่กองปราบดูจะกระตือรือร้นต่อการที่พวกลิ่วล้อธรรมกายมาแจ้งความเสียเหลือเกินถึงขนาดเขามาแค่ชี้เบาะแสให้ตรวจสอบกรณีพระปรมาภิไธย พวกเจ้าหน้าที่ก็รีบเต้นรับทำหนังสือไปขอความเห็นจากสำนักพระราชวังในวันรุ่งขึ้นในทันที แต่ทีพุทธะอิสระไปแจ้งความร้องทุกข์ กรณีธัมมชโยแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ แถมยังลงชื่อ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เองด้วย
แต่ท่านทั้งหลายรู้ไหม

๖ เดือนต่อมา พุทธะอิสระถึงได้รับหนังสือแจ้งว่า ให้ไปแจ้งความในพื้นที่ตั้งวัดธรรมกายเองและที่น่าตกใจคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบกองหนึ่งผู้รับแจ้งความ เขาจ่าหน้าซองส่งหนังสือว่า ส่งถึงนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ
เท่ากับว่า ในสายตาของตำรวจกองปราบ เขาไม่ได้มองพุทธะอิสระเป็นพระเลย จึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยต่อพฤติกรรมของตำรวจกองปราบที่ทำต่อพุทธะอิสระในเวลานี้ พอฉันเล่าให้รองผู้กำกับฟัง เขาก็ตอบฉันกลับมาว่า จริงหรือใครเป็นคนส่งหนังสือแบบนั้น เอาชื่อมาให้ผม ฉันจึงแจ้งว่าจดหมายฉบับนั้น ฉันสั่งให้ทนายเก็บเอาไว้แล้ว

ที่จริงก็ไม่อยากเอาเรื่องแต่พอมาเจอเหตุการณ์ก่อกวน คุกคามต่อตนเองเช่นนี้ มันทำให้ฉันต้องมานั่งคิด
ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเฝ้าจับผิดเราเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะอำนาจบารมีของลัทธิธรรมกาย สยายเข้ามาครอบคลุมถึงกองปราบด้วยหรือเปล่า

สรุปแล้ว วันนี้ไปถามหาเหตุ ว่าเจ้าหน้าที่กองปราบกองห้า คุณมีข้อมูลอะไรจากใคร ถึงได้มาคอยจ้องจับผิดฉันอยู่ทุกวันนี้ วันนี้ฉันมานั่งให้คุณสอบถามแล้ว มีอะไรก็ถามมา คำตอบที่ได้คือเฉย

ไม่ใช่พุทธะอิสระเป็นบุคคลเหนือกฎหมายตรวจสอบไม่ได้ แต่การตรวจสอบ ก็ให้มันมีข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและควรให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามกับพุทธะอิสระเอาข้อมูลอะไร ไปยัดใส่ให้ก็เต้นไปตามเขา ทั้งที่ไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นจริงเท็จอย่างไร

อีกทั้งวิธีตรวจสอบกลายเป็นการคุกคามสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทีเวลาพุทธะอิสระไปแจ้งความร้องทุกข์ในกรณีธรรมกายกลับนิ่งเฉย เฉื่อยชาทิ้งเรื่องไว้ครึ่งปี แล้วจึงแจ้งกลับมาว่าให้ไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ในท้องที่เอง

“พอมีเรื่องนี้เข้ามา จึงทำให้ถึงบางอ้อว่า ทำไมป๋าเปรมถึงได้เตือนนายกลุงตู่ว่า ได้ใช้กองหนุนหมดแล้ว
จึงเข้าใจเลยว่า ที่กองหนุนของนายกตู่หมดไป ก็เพราะลูกน้องนายกนี่เอง”

แต่ไม่ต้องกลัวคนอย่างพุทธะอิสระ รู้จักแยกดีแยกชั่ว รู้ถูกรู้ผิดชัดเจน
ถึงยังไงท่านนายกประยุทธ์ และ คสช. ก็ยังมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองอยู่อีกมากถ้าจะดีมากๆควรจักต้องเตือนลูกน้องเสียบ้างว่า ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง ตรงไปตรงมา อย่าเลือกปฏิบัติ
ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่ไม่เอารัฐบาล คสช. เพื่อมาทำลายกองหนุนของรัฐบาลเสียเอง



ทั้งนี้ในเรื่องคดี ก็ต้องว่าไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการที่มีคนออกมาเรียกร้อง ให้ตรวจสอบพระพุทธะอิสระ หรือการที่พระพุทธะอิสระเคลื่อนไหวให้มีการ ตรวจสอบวัดพระธรรมกายก็ดี แน่นอนว่าต้องว่ากันไปตามความถูกผิด หลักฐานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ นั้นก็คือสาเหตุและปัจจัย กองหนุนที่หมดไป  ซึ่งในสายตาของ”มิตร” อย่างพระพุทธะอิสระ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมที่เกิดขึ้นจาก ”ลูกน้องนายกฯ” นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะให้คำจำกัดความ “กองหนุน” นั้นคืออะไร  แต่สิ่งที่เกิดขึ้น จาก สองเสียงเตือน ที่ออกนั้น เป็นเสมือนเครื่องชี้วัดภาวะถดถอยของพล.อ.ประยุทธ์ และคณะคสช.

ดังนั้นในระยะเวลาที่เหลือไม่นานต่อจากนี้ก็จะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศ นอกเหนือจากสารพัดปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องดำเนินการเพื่อเรียกศรัทธาจากกองหนุนกลับคืนมา ที่เหลืออยู่ก็ต้องรักษาเอาไว้  ควบคู่กับการเพิ่มกำลังกองหนุน

ก่อนอื่นเลย รัฐบาล คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ จะต้องนั่งทบทวนและตรวจสอบ พร้อมแก้ไขให้ตรงจุด.. ก่อนจะสาย เกินกว่าจะแก้ได้



เรียบเรียงโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์

Suggess News

Recommend News