เคลียร์ดราม่าศรีอโยธยา!! เผย..มุมมองประวัติศาสตร์ "ขันทีศรีสยาม" ในราชสำนัก สมัยอยุธยา มีจริงหรือไม่ ?!!

Publish 2017-12-07 16:40:44



            จากกรณีที่ได้มีการออกอากาศภาพยนตร์ซีรี่ส์ศรีอโยธยา ตอนแรก เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐ มีตัวละครหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็น "ขันที" มีชื่อว่า "พระกำนัลนารีสังข์" โดยขันทีมีชื่อในละครนั้นแต่งกายอย่างหญิง แต่แต่งหน้าจัดมากถึงขั้นเทา และฝีปากกล้าเช่นเดียวกับพวกจ่าโขลน ท่านหม่อมน้อยได้ตีความว่าพระกำนัลนารีสังข์นั้นเป็นพวกผิดเพศ หรือขันทีตามที่ท่านได้พบวงเล็บท้ายชื่อว่าเป็นขันที และใส่คาแรกเตอร์ให้เป็นตัวตลกในเรื่อง แล้วในความเป็นจริง ขันทีไทยเป็นแบบพระกำนัลนารีสังข์หรือไม่

 

 ทั้งนี้ จากเพจ จับเข่าเล่าประวัติาสตร์ ได้อธิบายถึงกรณีของขันทีศรีสยามไว้ว่า

...ขันทีศรีสยาม...

            ในละครโทรทัศน์เรื่อง "ศรีอโยธยา" มีตัวละครหนึ่งซึ่งถูกระบุว่าเป็น "ขันที" มีชื่อว่า "พระกำนัลนารีสังข์" โดยขันทีมีชื่อในละครนั้นแต่งกายอย่างหญิง แต่แต่งหน้าจัดมากถึงขั้นเทา และฝีปากกล้าเช่นเดียวกับพวกจ่าโขลน ท่านหม่อมน้อยได้ตีความว่าพระกำนัลนารีสังข์นั้นเป็นพวกผิดเพศ หรือขันทีตามที่ท่านได้พบวงเล็บท้ายชื่อว่าเป็นขันที และใส่คาแรกเตอร์ให้เป็นตัวตลกในเรื่อง

แล้วในความเป็นจริง ขันทีไทยเป็นแบบพระกำนัลนารีสังข์หรือไม่

           ถ้าเราพูดถึงขันที เราจะรู้ทันทีว่าขันทีคือผู้ชายที่ถูกตอน และเข้าทำงานรับใช้พระมหากษัตริย์อย่างใกล้ชิด เหตุที่ขันทีได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยถึงเพียงนั้น เพราะขันทีนั้นปราศจาก "สองมะนาวหนึ่งมะดัน" อันเป็นวัตถุอันตรายสำหรับสาวๆ ฝ่ายใน ซึ่งทำให้บุรุษเพศมิอาจล่วงเข้าเขตพระราชฐานชั้นในอันมีแต่สตรีเพศได้ ดังนั้น ขันทีเป็นผู้ก้าวพ้นขีดจำกัดของบุรุษทั่วไปในการเข้านอกออกในพระราชวัง

           ราชสำนักที่มีชื่อเสียงในเรื่องขันทีคือราชสำนักจีน ซึ่งขันทีนั้นมีอำนาจมากจนสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้เลยทีเดียว ยอดนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ของจีนอย่างเจิ้งเหอ ก็เป็นขันทีครับ แถมเป็นขันทีมุสลิมด้วย บรรดาประเทศที่รับวัฒนธรรมอย่างจีนก็รับเอาระบบขันทีไปใช้ด้วย อย่างเช่นเกาหลี ซึ่งก็มีละครเรื่องคิมชูซอนให้เราดูนั่นแหละครับ นอกจากจีนแล้ว ในเอเชียใต้ และตะวันออกกลางอย่างเปอร์เซีย ออตโตมัน หรือโมกุล ก็มีขันที ซึ่งวัฒนธรรมขันทีในที่ต่างๆ นั้น สืบสายมาจากวัฒนธรรมสุเมเรียนโบราณ แล้วกระจายออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ของเอเชีย รวมทั้งไทยด้วย

           สำหรับขันทีไทยนั้น จะเรียกว่า "นักเทษขันที" สังกัดกรมขันที ปฏิบัติหน้าที่ในเขตพระราชฐานชั้นในเป็นหลัก มีออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปรัยวัล เป็นเจ้ากรม ถือศักดินา ๑๐๐๐ ทั้งนี้ นักเทษ กับขันที แม้จะเป็นชายผู้ถูกตอนเหมือนกัน อยู่ในกรมขันทีเหมือนกัน แต่เวลาเข้าเฝ้านั้นจะนั่งแยกออกจากกัน โดยนักเทษจะนั่งฝ่ายขวา ส่วนขันทีจะนั่งฝ่ายซ้าย ทิมที่พักก็จะแยกจากกันด้วย ทำให้เห็นว่าชายผู้ถูกตอนในราชสำนักอยุธยามีการแยกกลุ่มออกจากกัน เช่นเดียวกับข้าราชการที่จะแบ่งเป็นฝ่ายซ้าย-ขวา นักเทษขันที เหล่านี้มีหน้าที่นำอาหารจากผู้ส่งอาหารเข้าไปยังคุณพนักงานห้องเครื่องต้น นำพระกระแสรับสั่งจากพระมหากษัตริย์ออกไปประกาศ และถวายอารักขา รักษาความปลอดภัยแด่เจ้านายฝ่ายใน

           ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่ามีชายไทยถูกตอนเพื่อเป็นขันทีหรือไม่ มีเพียงหลักฐานจากลาลูแบร์ ที่เล่าว่าในราชสำนักของสมเด็จพระนารายณ์มีขันทีประมาณ ๘ ถึง ๑๐ คน มีทั้งขันทีผิวขาว และผิวดำ ซึ่งไม่น่าใช่ลักษณะผิวของคนไทยโบราณ จึงน่าจะเป็นพวกแขกจากเปอร์เซีย หรือเติร์ก ซึ่งมีผิวขาว และพวกแอฟริกัน ซึ่งมีผิวดำมากกว่า สอดรับกับภาพจิตรกรรมหลายแห่งที่แสดงภาพชายแต่งตัวแบบแขก ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดฝ่ายใน บุคคลในภาพจึงน่าจะเป็นขันที

           ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่าขันทีในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นน่าจะเป็นขันทีชาวต่างชาติ จากดินแดนตะวันออกกลาง หรือบางส่วนของแอฟริกา (คือพวกแขก) ซึ่งถูกนำเข้ามารับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา บางท่านสันนิษฐานว่ามีขันทีชาวจีนด้วย แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนเท่าแขก เมื่อขันทีต่างชาติเข้ามาแล้วก็รับตำแหน่งในกรมขันที แต่งกายตามเชื้อชาติของตนดังที่ปรากฏในภาพจิตรกรรม ส่วนขันทีที่เป็นคนไทยนั้น โดยที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีคนไทยถูกตอนเป็นขันทีหรือไม่ และหากมีจริง จะแต่งกายอย่างไร ด้วยความเป็นหน่วยงานขนาดเล็ก กรมขันทีจึงไม่มีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์นัก อย่างไรก็ตาม ก็เคยมีความคิดจะให้ขันทีไทยไปศึกษาดูงานยังกรมขันทีจีน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานขันทีแนวหน้าของโลก แต่จักรพรรดิจีนก็มิได้อนุญาตให้เข้าไปดูงานแต่อย่างใด

           ขันทีสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๒๓๑๐ และเมื่อมีการฟื้นฟูความเป็นอยุธยาผ่านการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในปี ๒๓๒๕ ระบบขันทีกลับมิได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ด้วย จึงเป็นกาลอวสานแห่งขันทีไทยโดยสมบูรณ์

 



ทั้งนี้ จากกรณีนี้ทางเฟสบุ๊ก Pat Hemasuk โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเรื่องของพระกำนัลนารีในสมัยอยุธยา ความว่า

             วันนี้มีการนั่งคุยเรื่องหนึ่ง น่าจะเป็นอะไรที่ยังค้างจากละครเมื่อวานนี้คือในราชสำนักไม่มีตุ๊ดจริงอย่างที่ผมบอกไว้จริงหรือ ซึ่งผมก็ยืนยันว่าใช่ครับ ข้าราชการฝ่ายหน้าคงไม่มีมีแน่นอน เพราะแต่ละคนเอาดีทางรบทัพจับศึกหรือไม่ก็รับราชการทางด้านอื่นๆ เช่นกรมท่าซ้ายขวา หรือพวกเสมียนทำงานหนังสือทั้งหลายก็ต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว ผิดเพศคงบวชไม่ได้ ฝ่ายในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีจ่าโขลนเป็นหญิงถือไม้เรียวคอยดูแลอยู่ แต่เรื่องที่ฝ่ายในจะมีผู้หญิงที่เบี่ยงเบนชอบ "เล่นเพื่อน" หรือเปล่านั้นผมคิดว่ามีแน่นอน เพราะในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายยุคก็มีการเขียนรูปกากเรื่องของการเล่นเพื่อนในกลุ่มพวกข้าราชสำนักฝ่ายในอยู่หลายภาพมาก แต่ไม่มีตุ๊ดอยู่ฝ่ายในแน่นอนเพราะเป็นพื้นที่ไร้ผู้ชาย

             ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ไทยเราเริ่มรับข้าราชการจากเปอร์เซียเข้ามานั้น สิ่งที่ตามเข้ามาคือพวกยูนุค หรือขันทีนั่นเอง ในราชสำนักของไทยจะเรียกพวกนี้ว่า "นักเทศ และ ขันที" ส่วนที่ว่าจะมีขันทีจีนเข้ามาหรือเปล่านั่นไม่มีหลักฐาน แต่ส่วนตัวของผมเองนั้นคิดว่าไม่มี เพราะจีนเองก็ยังขาดขันทีที่จะใช้งานในราชสำนักแม้จะมีเป็นหลายพันคนแล้วก็ตาม และพวกนี้จะอยู่แต่ในวังไม่ออกไปหากินนอกประเทศ

             ในกฎมณเฑียรบาลนั้นได้มีคำที่เขียนถึงตำแหน่งที่นั่งรับเสด็จเอาไว้ว่า "ขุนราชาข่าน ขุนมโน ปลัดทั้ง ๔ นักเทศแลขันที" และยังกำหนดแยกประเภทของทิมที่หมายถึงโรงพักภายในวังว่า ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน ซึ่งท่านลาลูแบร์ได้บันทึกเอาไว้ว่า ในสมัยพระนารายณ์นั้นมีขันทีอยูไม่เกิน 10 คน ทั้งผิวขาวและผิวดำ ซึ่งน่าจะเป็น พวกยูนุคเชื้อสายอัฟริกันผิวดำที่พ้อค้าทาสจับตอนตั้งแต่ยังเด็ก และยูนุคเปอร์เซียผิวขาวที่ใช้งานในราชสำนักทางโน้น และภาพจิตรกรรมก็มีรูปของขันทีแขกแสดงอยู่หลายที่         

 

(เครดิตภาพ สมุดภาพไตรภูมิสมัยธนบุรี ฉบับกรุงเบอร์ลิน มีภาพของนักเทศหรือขันทีอยู่บริเวณมุมซ้ายล่าง)

 

           แต่ไม่เคยมีหลักฐานปรากฎว่ามีขันทีไทยเลยแม้แต่ชิ้นเดียว อาจจะเป็นเพราะในศาสนาพุทธไม่รับสภาวะบุรุษของในขันทีและนักเทศหรือยูนุกแบบศาสนาอื่น เพราะคนกลุ่มนี้ไม่สามารถบวชเรียนได้ เลยทำให้มองคนกลุ่มนี้เป็นคนอีกประเภทที่สังคมไทยสมัยนั้นไม่ยอมรับสักเท่าไร และอีกอย่างคือยูนุคพวกนี้จะไม่ออกมาภายนอกวังเลย จะทำงานอยู่แต่ฝ่ายในเท่านั้น ในพระไอยการนาพลเรือนได้กำหนดตำแหน่งของฝ่ายในพวกหนึ่งว่า เตี้ย ค่อม เทย เผือก นั้นคงจะแยกตามสภาพร่างกาย คำว่าเทยคือคนสองเพศ hemaphrodite ไม่ได้หมายถึงคนที่เป็นกระเทยที่เบี่ยงเบนทางจิตใจ

              ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่เริ่มต้นนั้นไม่มีการใช้งานขันทีหรือนักเทศกับฝ่ายในเลย แต่ใช้งานจ่าโขลนแทนที่คัดเลือกเอาจากหญิงร่างใหญ่ ใจถึง ปากจัด ที่สามารถคุมพวกผู้หญิงที่ทำงานฝ่ายในได้อยู่ ดังนั้นผมถึงสรุปไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่าในราชสำนักฝ่ายในนั้นไม่มีตุ๊ดทำงานอยู่ในวังครับ เพราะตุ๊ดนั้นยังมีอาวุธอยู่ ไม่ได้ตอนเพื่อปลดอาวุธเหมือนนักเทศหรือขันที

 

 



              สำหรับขันที ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง ชายที่ถูกตอน บางประเทศทางเอเชียสมัยโบราณใช้สำหรับควบคุมฝ่ายใน ในภาษาจีนเรียกว่า ไท้เจี๋ยน หรือไท้ก๋ำ (ฮกเกี้ยน:太監 ,ไท้ก่ำ ) ในภาษาละตินและอาหรับเรียกว่ายูนุก (Eunuch) โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า ยูโนคอส (eunouchos) แปลว่าผู้ดูแลรักษาเตียง ส่วนชนชาติมอญเรียกขันทีว่า กมนุย (อ่านว่า ก็อมนอย) แปลว่า ขันทีที่ปราศจากความรู้สึกทางเพศ

             

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ จับเข่าเล่าประวัติศาสตร์ (https://www.facebook.com/thaihistorytalk)

                           Facebook Pat Hemasuk

                           https://th.wikipedia.org/wiki/ขันที

ขอบคุณภาพจาก : ภาพยนตร์ซีรี่ส์ ศรีอโยธยา 

                         SriAyodhaya Official

                         สมุดภาพไตรภูมิสมัยธนบุรี ฉบับกรุงเบอร์ลิน


เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News