คืนศรัทธาชาวพุทธ ล้างโสโครกพระนอกรีต-เคลื่อนไหวการเมือง "พระจีวรแดง" เข้าข่ายหรือไม่??

Publish 2017-12-07 14:07:58



(๕ ธ.ค.)  นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า.. "งานสำคัญเช่นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ผมก็จะสนับสนุนส่งเสริมให้ท่าน ผอ.พงศ์พร ดำเนินงานตามแนวทางของท่านต่อไปอย่างเต็มที่ เพราะทำได้ดีมากอยู่แล้ว การทำให้ พศ.โปร่งใส ไม่มีการทุจริตประพฤติมิชอบ ต้องสนับสนุนให้ท่านทำต่อไป ทั้งเรื่องการดำเนินคดีเอาโทษต่อผู้กระทำความผิด ซึ่ง ป.ป.ช., ป.ป.ท., สตง., ปปป.ตร., DSI ทำร่วมกับ ศอตช.และ ผอ.พงศ์พร มีความคืบหน้ามาโดยตลอด รวมถึงเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้เงินช่วยเหลือการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม เงินสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งคณะสงฆ์คงต้องร่วมมือกับ พศ.ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นายสุวพันธุ์กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนามีกรอบในการดำเนินการอยู่แล้ว ครอบคลุมกิจกรรมทุกด้านของคณะสงฆ์ และก่อนหน้านี้ก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่ามติของมหาเถรสมาคมและคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ในระยะที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปและเป็นข้อดีของการสร้างศรัทธาต่อการปฏิบัติของคณะสงฆ์ ซึ่งตนจะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ต่อไป

"เมื่อเช้าผมได้มีโอกาสสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับท่าน ผอ.พงศ์พร ในระหว่างร่วมงานทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ได้รับทราบการดำเนินงานของท่านที่เป็นผลดีต่อคณะสงฆ์และ พศ. โดยรวม ผมได้บอกกับ ผอ.พศ.ไปว่าให้ท่านขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป ผมมีหน้าที่สนับสนุน ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องให้" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว



 
แต่อย่างไรก็ตามเรื่องอื้อฉาวในวงการคณะสงฆ์ เกี่ยวกับการประพฤติผิดพระธรรมวินัยมีมาเป็นเวลาช้านาน มีการแข่งขันกันสร้างเครื่องรางของขลัง กลายเป็นธุรกิจใหญ่โต เรียกกันว่าพุทธพาณิชย์ ทำให้พระพุทธศาสนาถูกมองเป็นศาสนาแห่งไสยศาสตร์ และมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูป ทั้งด้านการเงินของวัด และเข้มงวดเรื่องพระธรรมวินัย

ล่าสุดพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเปิดเผยว่า. จะส่งตำรวจกองปราบปรามออกไปกวาดล้างพระพิสุผู้ถูกกล่าวหาว่าประพฤติผิดพระธรรมวินัยหรือทำผิดกฏหมายบ้านเมือง ขณะนี้มีพระที่อยู่ในบัญชีก็ ๑๕ ลูกแต่เป็นเพียงกลุ่มแรกอาจมีเพิ่มเติมอีกและจะใช้เวลากวาดล้างสองสัปดาห์

บัญชีพระ ๙๕ รูปที่ต้องสงสัยถูกเก่าหาว่าประพฤติเรื่องผู้หญิง ๓๕ ราย อวดอุตริอ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ๒๔ ราย เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ๑๑ ราย และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบียน หรือพระตุ๊ดแต๋วอีก ๒๕ ราย ซึ่งไม่นับรวมกับกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการทุจริตเงินทอนวัด

หลายปีที่ผ่านมาเกิดเรื่องเสื่อมเสียในวงการสงฆ์บ่อยครั้ง ล่าสุดกรณีการบุกเจ้าอาวาสวัดดัง วัดลาดแคจังหวัดเพชรบูรณ์กรณีพระครูกิตติพัชรคุณ หรือนายสมเกียรติขันทองอายุ ๕๓ ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค เจ้าคณะอำเภอชนแดน อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ.๒๕๖๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๗ พ.ย. ๒๕๖๐ ในข้อหา “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด พบว่าพระครูกิตติพัชรคุณได้รับเงินส่วนแบ่งไปกว่า ๑๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ

ซึ่งนี่อาจเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเก็บกวาดครั้งมโหฬาร เรื่องนี้ที่ผ่านมาปล่อยปละละเลย บางเสพยา  เสพเมถุน  บางมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน แสดงกิริยาไม่เหมาะสม  บางต่างเข้ามาวุ่นวายการเมือง  ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น พระเมธีธรรมาจารย์" (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร  ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีกว่า เจ้าคุณประสารถือเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทในช่วงที่ “ประเทศไทยแบ่งพรรคแยกสี” 

บทบาทของ เจ้าคุณประสาร ในการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองนั้นเกิดขึ้นทั้งในยุครัฐบาล ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีบทบาทชัดเจนมากที่สุดในหมู่พระสงฆ์ “ระดับเจ้าคุณ” และถือว่าเป็นพระที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและถ่ายภาพคู่กับอดีตนายกฯ และแกนนำคนสำคัญระบอบทักษิณหลายต่อหลายคน

    นอกจากการปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดงแล้ว ทุกครั้งที่ทักษิณเดินทางมาในประเทศเพื่อนบ้าน มักจะปรากฏภาพของเจ้าคุณประสารอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ เจ้าคุณประสานงานกับพระสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาเดินทางไปพบกับทักษิณ ที่โรงแรมแฟร์มอนต์ วอชิงตัน ดีซี ทำให้ภาพของท่านชัดเจนยิ่งขึ้น
 
ผลงานล่าสุด ยังจำได้ติดตา หากใครได้ติดตามข่าวจะพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของการปลุกองค์กรสงฆ์ทั่วประเทศ เพื่อแสดงพลังในด้านต่างๆ ชื่อของ “เจ้าคุณประสาร” คือ“ภาพพระสงฆ์ลุยปะทะกับทหาร” ที่บริเวณพุทธมณฑล โดยพระสงฆ์กว่า 300 รูปอ้างตัวว่าเป็นเครือข่ายคณะสงฆ์ และองค์กรภาคีพุทธบริษัท รวมตัวกันเพื่อแถลงจุดยืนต่อรัฐบาล อ้างไม่ให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มมาย่ำยีคณะสงฆ์ จึงมารวมกลุ่มกันที่พุทธมณฑล   ประเด็นสำคัญในการนำพระสงฆ์และฆราวาสออกมาชุมนุมครั้งนี้ต้าน หลวงปู่พุทธะอิสระ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เคลื่อนไหวกรณี “พระธัมมชโย” ที่พุทธมณฑล พร้อมหนุนศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และแต่งตั้ง “สมเด็จช่วง” เป็นสังฆราชทันที ส่งผลให้ฝ่ายทหารต้องนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย



พระวินัยกำหนดอาบัติไว้ดังนี้

    ๑) ปาราชิก ๔ เป็นอาบัติหนัก ถ้าภิกษุล่วงละเมิดแล้วต้องขาดจากความเป็นภิกษุ คือ เสพเมถุน ลักทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๕ มาสก (มาตราเงินในครั้งโบราณ ๕ มาสก เป็น ๑ บาท) ขึ้นไป ฆ่ามนุษย์ และอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน

    ๒) สังฆาทิเสส ๑๓ เป็นอาบัติหนักรองจากปาราชิก ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้ แก้ไขได้ เช่น เจตนาทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน มีความกำหนัดจับต้องกายหญิง มีความขุ่นเคือง แล้วกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล เป็นต้น

    ๓) อนิยต ๒ คำว่า อนิยต แปลว่า ไม่แน่นอน เป็นอาบัติที่ยังไม่แน่นอนระหว่างปาราชิกกับสังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ ซึ่งพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย มี ๒ ข้อคือ ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง และภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง

    ๔) นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ เป็นอาบัติเบา แก้ไขได้ ด้วยการแสดงหรือการปลงที่เรียกว่า แสดงอาบัติหรือปลงอาบัติ เช่น ภิกษุทรงอติเรกจีวร (ผ้าส่วนเกินจากไตรจีวร) ได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าทรงเกิน ๑๐ วันก็อาบัติ ภิกษุรับประเคนเภสัชทั้ง ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยแล้ว เก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วัน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้เกิน ๗ วันต้องอาบัติ เป็นต้น

    ๕) ปาจิตตีย์ ๙๒ เป็นอาบัติเบา แก้ไขได้ ด้วยการแสดงหรือการปลง เช่น พูดปด ด่าภิกษุ นั่งในที่แจ้งกับหญิงสองต่อสอง หลอกภิกษุให้กลัวผี เป็นต้น

    ๖) ปฏิเทสนียะ ๔ เป็นอาบัติเบา เป็นอาบัติที่จะพึงแสดงคืน เช่น ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากมือของภิกษุณีที่มิใช่ญาติด้วยมือของตนมาบริโภค เป็นต้น

    ๗) เสขิยวัตร ๗๕ เป็นวัตรที่ภิกษุ จะต้องศึกษา อันเป็นธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทที่ภิกษุพึงสำเหนียกหรือพึงฝึกฝนปฏิบัติ เช่น พึงสำเหนียกว่าเราจักนุ่งห่มให้เรียบร้อย เราจักไม่พูดเสียงดัง เราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสำหรับสิ่งปรากฏขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาขณะนี้ นับเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมืดสนิท แต่ถ้าทนสักนิดเชื่อว่าไม่นานนักมันจะสว่างไสวขึ้นมา


เรียบเรียงโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์


Suggess News